“คำถามไม่ใช่แค่แลนด์บริดจ์จะสร้างอะไร?แต่ทะเลที่หายไป ปลาทะเลไทยถูกขับไล่ ใครได้ประโยชน์กันแน่”?
- แลนด์บริดจ์คืออะไร และถ้าเกิดขึ้นจริง ใครจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
- รัฐกำลังจะใช้เงิน 1.1 ล้านล้านบาทเพื่อใคร?
- “ต้นไม้ 2 ต้นที่แม่สะเรียง” ประเด็นที่ชวนฉุกคิด
- งานของใคร? กำไรของใคร?
- เพราะทะเลไม่ใช่แค่พื้นที่ว่าง - ผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่ง
- ผลกระทบที่อาจขยายวงกว้างเกินกว่าระนอง
- คำถามสุดท้ายถึงสังคม
- ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
- ลงชื่อหยุดโครงการแลนด์บริดจ์
- ไมตรี จงไกรจักร์

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “แลนด์บริดจ์” กลายเป็นประเด็นร้อนในภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัด ระนอง และ ชุมพร หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ แต่ยังไม่แน่ใจว่าโครงการนี้คืออะไร และจะส่งผลอย่างไรกับผู้คนและทะเลที่พวกเขาพึ่งพามานานหลายชั่วอายุคน

ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
แลนด์บริดจ์คืออะไร และถ้าเกิดขึ้นจริง ใครจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
แลนด์บริดจ์ คือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทยเข้าด้วยกัน ผ่านการสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง พร้อมทางรถไฟและมอเตอร์เวย์เชื่อมกลางแผ่นดิน
เป้าหมายหลักคือให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ลดระยะเวลาการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกา และดึงดูดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์
ในภาพใหญ่ โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ตัวใหม่ของประเทศ
แต่ในภาพเล็กของคนพื้นที่ คำถามสำคัญคือ — แล้วชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
รัฐกำลังจะใช้เงิน 1.1 ล้านล้านบาทเพื่อใคร?

ชวนตั้งคำถามจาก “บทเรียนในอดีต” กับอนาคตของทะเลอันดามัน เรากำลังเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตจริงหรือไม่ หรือกำลังเดินซ้ำรอยเดิมในโครงการขนาดมหึมาที่ใช้งบประมาณมหาศาล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถนนเส้นนั้นกลับมีรถวิ่งผ่านเพียงบางครั้งเท่านั้น กลายเป็นตัวอย่างของโครงการที่ใช้เงินจำนวนมาก แต่ไม่ได้เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่า
เขาหยิบยกตัวอย่างจาก นโยบายเซาเทิร์นซีบอร์ด ในอดีต ซึ่งครั้งหนึ่งรัฐเคยใช้งบประมาณจำนวนมากสร้างถนนขนาดใหญ่เชื่อมระหว่างจังหวัดกระบี่และนครศรีธรรมราช ด้วยความหวังว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ
จากบทเรียนดังกล่าว เราจึงควรตั้งคำถามต่อโครงการแลนด์บริดจ์ที่มีงบประมาณสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ว่าจะคุ้มค่าจริงหรือไม่? โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า หากนำเงินจำนวนนี้มาใส่รถบรรทุกสิบล้อ ก็ต้องใช้ถึง 100 คันจึงจะบรรทุกได้หมด
ในขณะที่พื้นที่ท่องเที่ยวอย่าง เกาะพยาม สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี โดยที่รัฐแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม แต่โครงการแลนด์บริดจ์กลับต้องใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนจำนวนมหาศาล และอาจก่อให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย
“ต้นไม้ 2 ต้นที่แม่สะเรียง” ประเด็นที่ชวนฉุกคิด
ครั้งหนึ่งสังคมไทยเคยตื่นตัวและร่วมกันออกมาปกป้อง ต้นไม้เพียง 2 ต้น ที่บ้านแม่สะเลียง เพื่อคัดค้านการสร้างถนนขนาดเล็ก
แต่ในขณะเดียวกัน โครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งอาจต้องมีการ ถมทะเลเป็นหมื่นไร่ และอาจกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลระดับ เกรด A ที่มีคุณค่าเทียบเท่ามรดกโลก กลับยังไม่ได้รับการตั้งคำถามหรือการปกป้องจากสังคมอย่างกว้างขวางเท่าที่ควร การรอให้ทรัพยากรถูกทำลายไปก่อนแล้วจึงค่อยออกมาพูดนั้นอาจสายเกินไป
“อย่ารอให้ต้นไม้ตายก่อน แล้วค่อยออกมาพูด
เราต้องชวนกันพูดก่อนที่ต้นไม้จะตาย”

งานของใคร? กำไรของใคร?
คุณไมตรียังวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดที่ว่าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะสร้างงานให้กับคนไทยจำนวนมาก
เขาอ้างอิงข้อมูลจากพื้นที่ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ว่า ในบางโรงงานที่มีพนักงานกว่า 400 คน กลับพบว่ามีคนไทยที่ได้ทำงานจริงเพียง 3–5 คนเท่านั้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ใครกันแน่คือผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการลักษณะนี้ เพราะแม้บริษัทต่างชาติจะเข้ามาลงทุน แต่กำไรจำนวนมากก็ถูกนำกลับไปยังประเทศต้นทาง ในขณะที่ประเทศไทยอาจได้เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ต้องแลกกับทรัพยากรธรรมชาติที่ประเมินค่าไม่ได้

เพราะทะเลไม่ใช่แค่พื้นที่ว่าง - ผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่ง
นอกจากคำถามเรื่องเศรษฐกิจ โครงการนี้ยังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่อง ผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่ง
สำหรับคนในพื้นที่ ทะเลไม่ใช่เพียงพื้นที่ว่างสำหรับการพัฒนา แต่คือ แหล่งอาหารและอาชีพของผู้คนจำนวนมากชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ระนองมีอาชีพจาก การทำประมงพื้นบ้านและการหาปลา ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงมาหลายชั่วอายุคนแต่หากพื้นที่ชายฝั่งและทะเลถูกเปลี่ยนเป็นเขตอุตสาหกรรม

โครงการนี้อาจทำให้ ครอบครัวชาวประมงหลายพันครอบครัวต้องสูญเสียอาชีพดั้งเดิม และอาจต้องกลายเป็นแรงงานรายวันในโรงงานแทนผลกระทบจะยิ่งรุนแรงสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ชายฝั่ง เช่น มอแกนและชาวเล ซึ่งผูกพันกับทะเลทั้งในฐานะที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำหรับพวกเขา ทะเลไม่ใช่แค่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แต่คือ วิถีชีวิตและตัวตนของชุมชนหากแหล่งประมงถูกทำลาย นั่นไม่ใช่เพียงการสูญเสียรายได้ แต่คือการสูญเสีย วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิม
ผลกระทบที่อาจขยายวงกว้างเกินกว่าระนอง

คุณไมตรีมองว่าผลกระทบจากโครงการนี้อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดระนองหรือชุมพรเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อพื้นที่ทะเลอันดามันในวงกว้าง รวมถึงจังหวัดพังงาและภูเก็ต
เขาให้เหตุผลว่า
การเดินเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญอย่าง หมู่เกาะสุรินทร์ และ หมู่เกาะสิมิลัน ทั้งในเรื่องคราบน้ำมัน คลื่นจากเรือ และตะกอนทรายที่อาจกระทบต่อแนวปะการังและสัตว์ทะเล
ในมุมมองของเขา นี่อาจเป็นการ แลกทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของกลุ่มทุนบางกลุ่ม โดยใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนเป็นต้นทุน

หากพื้นที่เหล่านี้ได้รับผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงความสูญเสียของชุมชนท้องถิ่นแต่เป็น ความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติระดับโลก ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือทดแทนได้อีก
คำถามสุดท้ายถึงสังคม
ท้ายที่สุด คุณไมตรี ได้ทิ้งคำถามสำคัญไว้กับรัฐบาลและสังคมไทยว่า
ระหว่างการส่งมอบ นิคมอุตสาหกรรมและมลพิษกับการรักษา ธรรมชาติที่สะอาดและสมบูรณ์
เพื่อส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต
เราจะเลือกเส้นทางไหน?
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
Beach For Life :
GREENPEACE :
ลงชื่อหยุดโครงการแลนด์บริดจ์
การลงชื่อของคุณจะเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดกฎหมายพิเศษนี้ และยังช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล รวมถึงป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศที่อาจเกิดขึ้น
ร่วมกันลงชื่อหยุดร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้และโครงการแลนด์บริดจ์

ไมตรี จงไกรจักร์
Interviewer
กรรมการมูลนิธิชุมชนไท ส่งเสริมสิทธิชายฝั่งชุมชนอันดามัน


.png&w=1080&q=75)

.png&w=1080&q=75)