นโยบายที่ดีต้องเริ่มจากชุมชน ไม่ใช่รอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอนโยบายการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม แต่กลุ่มคนที่มีศักยภาพในการรับมือต่ำกว่า เช่น ชุมชนชายฝั่งและชาวประมงพื้นบ้าน กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่าผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ประชาชนทั่วไปอาจไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้โดยตรง แต่ผลกระทบได้เกิดขึ้นกับทรัพยากรทางทะเลอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศชายฝั่ง ทรัพยากรป่าชายเลน หรือความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารในทะเล ซึ่งล้วนเป็นระบบที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผลกระทบต่อทรัพยากรป่าชายเลนและทะเลชายฝั่ง
เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงมากขึ้น การเจริญเติบโตของทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งย่อมชะลอตัวลง ป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ฟักตัว และอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน จะมีศักยภาพในการขยายพันธุ์ลดลงอย่างรวดเร็วโดยที่เราอาจไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำในทะเลลดลงในระยะยาว นี่คือสัญญาณเตือนถึงการขาดการเตรียมพร้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสังคมโดยรวม
ผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่ง
ชุมชนชายฝั่งและครัวเรือนของชาวประมงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะโลกร้อน แต่กลับมีความพร้อมต่ำในการรับมือ บ้านเรือนส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย หรือเข้าถึงเครื่องมือช่วยลดความร้อน ด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุนชีวิตและสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมด้วยปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อชายฝั่งและเศรษฐกิจ
อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังทำให้เกิดพายุ มรสุมบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้การกัดเซาะชายฝั่งทวีความรุนแรง ชายฝั่งหลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ และแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม นำไปสู่การสูญเสียรายได้ของประเทศในวงกว้างโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่สังคมไทยยังขาดการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบ
ภัยพิบัติและความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้รัฐบาลหรือพรรคการเมืองใดจะยังไม่มีนโยบายรองรับอย่างชัดเจน ผลกระทบเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในบริบทของการเลือกตั้งปัจจุบัน ยังไม่พบว่าพรรคการเมืองใดมีนโยบายด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ จึงมีข้อเสนอให้ทุกพรรคการเมืองบรรจุนโยบายดังต่อไปนี้
ข้อเสนอนโยบาย
หนึ่ง ส่งเสริมให้ชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีกฎหมายหรือระเบียบที่เอื้อให้สามารถดำเนินการได้จริง
สอง ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น
- พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550
- พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ
- พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน)
- พระราชบัญญัติอากาศสะอาด
รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เอื้อต่อการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สาม ยกระดับการจัดตั้งหน่วยงานระดับชาติด้านการป้องกันผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติ และการบรรเทาสาธารณภัย ให้มีกฎหมายเฉพาะและอำนาจในการบริหารจัดการอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
สี่ จัดตั้งกองทุนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติในระดับท้องถิ่น โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เพื่อใช้ในการเตรียมคน เตรียมข้อมูล เตรียมเครื่องมือ และเสริมสร้างศักยภาพชุมชน โดยรัฐบาลสมทบงบประมาณในสัดส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง
เพราะการเตรียมพร้อม คือการปกป้องชีวิตของเราเอง
หากนโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลปี 2569 ชุมชนมีศักยภาพในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่สามารถลุกขึ้นมาดูแลกันเอง ลดความสูญเสีย ดูแลทรัพยากรทะเลให้ลูกหลาน และอยู่กับทะเลได้อย่างมั่นคงมากขึ้นในโลกที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้การจัดทำแผนการบริหารจัดการและเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติยังช่วยยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากร การจัดการน้ำ การลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาศักยภาพของบุคคลและชุมชน ส่งผลให้ความสูญเสียจากภัยพิบัติลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว
เพราะเราอยากให้คุณได้กินของดีๆ ไปนานๆ

ไมตรี จงไกรจักร์
Interviewer
กรรมการมูลนิธิชุมชนไท ส่งเสริมสิทธิชายฝั่งชุมชนอันดามัน

พู่กัน
Writer
แอดมิน ดูแล Stock หลังบ้าน และรักแมวทุกตัวบนโลก
.png&w=1080&q=75)